ลุงพล ป้ายันผมบนศพไม่ใช่ของตัว ลั่นคนนอนผวาไม่ใช่ตัวเอง ท้าสาวิตรีพิสูจน์

632

เมื่อวันที่ 2 ต.ค.63 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวี เดินทางมาที่สนามบินดอนเมือง กรุงเทพฯ ซึ่งนายไชย์พล วิภา นางสมพร หลาบโพธิ์ และนายกฤษฎา โลหิตดี หรือ ทนายโนบิตะ เดินทางมาที่กรุงเทพฯ เพื่อจะมาแจ้งความเกี่ยวกับการถูกนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ที่กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี หรือ บก.ปอท. ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจมีกำหนดการเรื่องแถลงข่าวในคดีน้องชมพู่พอดี ทำให้ลุงพลตัดสินใจเดินทางเข้าร่วมฟังแถลงวันนี้ด้วย

โดยป้าแต๋น ลุงพล เดินออกจากสนามบินด้วยสีหน้าเรียบเฉย ซึ่งมีสื่อมวชชนจำนวนหนึ่งมายืนรอด้วย หลังจากลุงพลออกมา ทีมข่าวได้ขอสัมภาษณ์ ซึ่งลุงพล ป้าแต๋น ทนายโนบิ ระบุว่า วันนี้ตั้งใจเดินทางมาฟังแถลงคดีชมพู่ โดยจะขอดูก่อนว่าการแถลงชัดเจนหรือไม่ หากชัดเจนทั้งหมดก็ไม่มีปัญหา แต่หากยังไม่ชัดเจนก็จะขอสอบถามในบางประเด็น ทนายโนบิ ระบุว่า ตอนนี้ยังไม่ได้มีการประสานเรื่องการขอพบ ผบ.ตร. เพียงจะมาฟังการแถลงทางคดี และมีการคัดคำถามจากพี่น้องประชาชนที่ฝากมานับร้อยคำถาม บางคำถาม บางประเด็นได้ยื่นกับผู้การของมุกดาหารแล้ว

ด้านลุงพล และป้าแต๋น ได้พูดกับทีมข่าวเพิ่มเติม ซึ่งลุงพลระบุว่า วันนี้ไม่ได้มีความกังวลอะไรเรื่องคดี ส่วนตัวคิดว่าวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ น่าจะมีการแถลงเรื่องของการพักคดี ซึ่งตนก็มีคำถามและสิ่งที่อยากให้ตำรวจชี้แจง ให้ระบุถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และพูดถึงบุคคลที่ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีเช่นตน เนื่องจากตนถูกสังคมบางส่วนพิพากษาไปแล้ว ประกอบกับความสัมพันธ์ของคนในหมู่บ้าน ที่ตอนนี้มีความสงสัยกัน ตนก็อยากให้ตำรวจชี้แจงด้วย โดยมีบางช่วงลุงพลเสียงสั่นเครือ น้ำตาคลอเบ้า พร้อมระบุว่า

ที่ตนรู้สึกเหมือนจะร้องไห้ เพราะตนพูดไม่ออก ตนคิดว่าตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาตำรวจกำลังทำอะไรกันอยู่ ถึงจะไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงเอาผิดคนร้ายได้ รวมทั้งตนมีความคิดอย่างหนึ่ง คือ กลัวว่าหลานจะตายฟรี อย่างไรก็ดี หลังจากนี้หากตำรวจพักคดี และหยุดการสืบสวน แต่ตนจะยังไม่หยุด ตนจะพยายามสืบหาข้อมูลเองเพื่อหาทางเอาผิดคนร้าย และคิดว่าต้องมีคนเห็นเหตุการณ์ที่กล้าให้ข้อมูลกับตนได้

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ห้องโถงชั้น 1 สโมสรตำรวจ พล.ต.อ.สุวัฒน์ เเจ้งยอดสุข ผู้บัญชาการตำรวจเเห่งชาติ พร้อมชุดคลี่คลายคดี เเถลงความคืบหน้าคดีน้องชมพู่ ว่าจากการสืบสวนสอบสวน เเละรวบรวมพยานหลักฐาน ได้มีการสัมภาษณ์พยานบุคคล จำนวน 384 ปาก เเละได้สอบปากคำเข้าสำนวน จำนวน 120 ปาก สอบปากคำผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 13 ปาก เก็บวัตถุพยานที่เป็นหลักฐานสำคัญในคดี ตรวจพิสูจน์เเล้วจำนวน 113 ชิ้น เป็นหลักฐานในที่เกิดเหตุ 16 ชิ้น เก็บตัวอย่าง DNA บุคคล จำนวน 154 ตัวอย่าง

โดยเวลานี้สำนวนการสอบสวนมีความหนา 918 หน้า เเละเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 63 คณะพนักงานสอบสวนได้สรุปสำนวนชันสูตรพลิกศพ โดยสรุปข้อมูลที่ได้จากการสืบสวนเเล้วยืนยันว่า น้องชมพู่ไม่สามารถเดินขึ้นไปบนจุดพบศพบนภูเหล็กไฟได้ด้วยตนเอง

2.พลังงานจากอาหาร ก่อนน้องชมพู่จะหายไป ได้ทานไข่เจียว 3 คำ กับน้ำส้ม 1 ขวด ซึ่งนักโภชนาการ เเละนักวิทยาศาสตร์การกีฬา ลงความเห็นว่าไม่สามารถให้พลังงานเพียงพอต่อการเดินไปบนจุดพบศพ

3.ประสบการณ์ชาวบ้านยืนยันว่าเด็ก 3 ขวบ จะปีนป่ายไปถึงเเค่ชั้น 2 ของภูเหล็กไฟเท่านั้น

4.กรณีศึกษาการหลงป่า ของ นางทิน เชื้อคมตา ชาวบ้านกกตูม ที่ระยะทางไกลกว่าเท่าตัว เเต่สามารถหาเจอได้ภายในคืนเดียว

5.เเพทย์ผู้ชันสูตรเเละกุมารเเพทย์ ยืนยันว่าพัฒนาการของเด็กอายุ 3 ขวบ ไม่สามารถที่จะเดินขึ้นไปเองได้

6.สภาพศพที่เปลือยกาย ซึ่งบิดาเเละมารดาของน้องชมพู่ ยืนยันว่าน้องชมพู่ไม่สามารถถอดเสื้อเองได้

7.พยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ ที่ตรวจพบเส้นผมน้องชมพู่ถูกตัดด้วยมีด เชื่อได้ว่าเป็นการกระทำของบุคคลอื่น

8.นิสัยส่วนตัวของน้องชมพู่ กลัวที่สูง เเละกว่าป่าสวนยางพารา ที่ผ่านมาน้องชมพู่ไม่เคยไปในป่าหลังบ้านเลยสักครั้ง

ส่วนคลิปที่ 2 เเละคลิปที่ 3 เป็นการยืนยันเวลาการเสียชีวิตของน้อง จากผลการชันสูตรสภาพศพที่เน่าเปื่อย ความเห็นของนักกีฏวิทยา เเละจำลองการเน่าของเนื้อหมูเพื่อดูการเจริญเติบโตของหนอน สรุปผลยืนยันได้ว่า ช่วงเวลาที่น้องเสียชีวิตอยู่ระหว่าง เวลา 14.30 น. ของวันที่ 12 พ.ค.63 เวลา 14.30 น. ของวันที่ 13 พ.ค.63 ส่วนสาเหตุการเสียชีวิตเเพทย์พบบาดเเผลหลายจุด แต่ไม่มีบาดเเผลใดทำให้เสียชีวิตได้ เเละไม่พบการล่วงละเมิดทางเพศ ดังนั้นเเม้ว่าจะไม่สามารถสรุปสาเหตุการเสียชีวิตได้ เเต่เป็นไปได้ว่าน้องชมพู่เสียชีวิตจากการขาดน้ำเเละอาหาร เพราะไม่พบเศษอาหารในกระเพาะอาหารเเละลำไส้เล็กส่วนบน รวมถึงอวัยวะภายในมีการเน่ามากกว่าผิวหนังภายนอก ซึ่งเป็นอาการของผิวหนังขาดสารอาหาร

ส่วนเส้นผมที่พบในที่เกิดเหตุไม่มีรากผม ทำให้ไม่สามารถตรวจ DNA แบบระบุคนได้ ทราบเพียงว่าเป็น DNA ของบุคคลที่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับน้องชมพู่ทางฝ่ายหญิงเท่านั้น เช่น ยาย เเม่ ป้า น้า น้อง รวมถึงไม่ได้หมายความว่า เส้นผมที่พบจะเป็นของคนร้ายเสมอไป

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันได้ว่า จากข้อมูลทั้งหมดสรุปได้ว่า ต้องมีคนใกล้ชิดหรือบุคคลพยายามบังคับพาน้องชมพู่ขึ้นไปบนจุดเกิดเหตุ จนน้องถึงเเก่ความตาย จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งจะมีความผิด 3 ข้อหา คือ พรากเด็ก กักขังหน่วงเหนี่ยวจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต เเละซ่อนเร้นทำลายศพ

ทั้งนี้ตนยอมรับว่ามีบุคคลต้องสงสัยที่สุดเเล้ว เชื่อว่าจะต้องเป็นคนในพื้นที่ที่รู้จักเส้นทางของเขาภูเหล็กไฟเป็นอย่างดี เพราะจุดที่พบศพไม่ใช่ตำแหน่งที่คนทั่วไปจะสามารถขึ้นไปได้ แต่พยานหลักฐานยังไม่สามารถเอาผิดได้ จึงจำเป็นต้องสืบสวนเพิ่มเติม

เนื่องจากเป้าหมายของเราไม่ใช่การออกหมายจับ และจับกุมตัวมาดำเนินคดี แต่ต้องการให้มีการลงโทษในชั้นศาล ยืนยันว่ายังทำงานต่อ ไม่พักคดีตามที่มีหลายคนตั้งข้อสังเกต แต่ก็จะสืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานต่อเนื่อง เพื่อส่งสำนวนให้อัยการภายในกรอบระยะเวลา 1 ปีนับตั้งเเต่เกิดเหตุ แต่คดีดังกล่าวมีอายุความ 20 ปี ซึ่งหากมีพยานหลักฐานเพิ่มเติมภายหลัง ก็สามารถสืบสวนต่อได้

นอกจากนี้ตนยอมรับว่าหนึ่งในอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ทำงานยากคือ พยานหลักฐานไม่ได้ผลตามที่คาดหวังไว้ และ น้ำหนักพยานบุคคลถูกทำลาย จากการที่มีสื่อมวลชนไปสัมภาษณ์

แต่ตำรวจก็จะไม่ล้มเลิกความตั้งใจ พร้อมฝากถึงคนร้ายที่รอฟังอยู่ให้นอนเครียดต่อไป ส่วนกรณีลุงพลตราบใดที่ยังไม่มีหมายจับใคร ถือว่าบุคคลนั้นยังเป็นผู้บริสุทธิ์

ลุงพล ระบุหลังการแถลงข่าวว่า ตนภูมิใจในการแถลงข่าวที่ตำรวจยังไม่พักคดี ยังจะสืบสวนต่อไป ซึ่งตนไม่เห็นด้วยหากมีการพักคดี ตนคิดว่าถึงแม้ ผบ.ตร.จะบอกว่าไม่มีใครเป็นคนผิด แต่ทางปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อตน บางอย่างมันยังคลุมเครือ แต่ตนก็สบายใจขึ้นมานิดหนึ่ง เพราะ ผบ.ตร.พูดกว้างเกินไป ส่วนการจดบันทึกของตนที่จดไว้ขณะฟังแถลง

เป็นการจดรายละเอียดช่วงเวลาที่ตำรวจนำมาตั้งเป็นประเด็น คือ ช่วงเกิดเหตุ 09.11 – 09.49 น. ที่ยึดจากเวลาการเล่นคอมพ์ และเล่นมือถือของน้องชมพู่กับพี่สาว รวมถึงเวลาการเก็บหลักฐาน พยาน วันตายน้องชมพู่ เวลาการตายของน้องชมพู่ตรงกับที่ตนได้ยินบนเขาหรือไม่ ตนอยากรู้ว่ามันเพี้ยนไปมากแค่ไหน หากถามว่าอะไรไม่ตรง ตนต้องกลับมาคิดก่อน

ทั้งนี้ตนยอมรับอย่างหนึ่งว่า ไม่สบายใจตรงช่วงเวลาเกิดเหตุ คือ 09.11 – 09.49 น. เพราะเป็นช่วงที่ตนอยู่กับป้าแต๋นโดยลำพัง ทำให้ตนตกเป็นคนต้องสงสัย การระบุเวลานี้แสดงว่าตำรวจกำลังสงสัยตน ก็อยากถามว่าตำรวจเอาอะไรมายืนยันช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่น้องชมพู่หายไป เอาอะไรมาเทียบว่าช่วงเวลานี้น้องชมพู่กับน้องสดิ้งอยู่ด้วยกัน เพราะก่อนหน้านี้น้องสดิ้งก็ให้เวลาเป็นช่วงเวลาหลับ คือ 08.50 – 09.01 น. ดังนั้นเวลาเหล่านี้เอาอะไรมายืนยัน จึงเป็นข้อกังวลที่ทำให้ตนไม่สบายใจ ถึงแม้เวลาที่ผ่านมาตนจะพิสูจน์ตัวเองมาโดยตลอด ตนยืนยันว่าดีใจ ภูมิใจที่ยังสืบสวนต่อ แต่ตนก็คงต้องต่อสู้ต่อไปเพื่อให้น้องชมพู่ได้รับความเป็นธรรม วันนี้ผิดหวังที่ไม่ได้ตั้งคำถาม ตนเคยพบ ผบ.ตร.เพียง 1 ครั้ง แต่คิดว่าท่านคงลืมตนแล้ว และการที่ท่านบอกว่า วันนี้ผู้เกี่ยวข้องทางคดีคนอื่นไม่มา ตนก็อยากถามว่า แล้วคิดว่าพวกเขาจะะมาไหม ทำไมตำรวจไม่ทำหนังสือเชิญมา

ลุงพล กล่าวอีกว่า ส่วนตัวก็ไม่ได้กังวล เพราะยืนยันมาตลอดว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เเต่ก็รู้สึกเสียดายที่ ผบ.ตร.ไม่เปิดโอกาสให้ตนได้ถาม ส่วนเรื่องเส้นผมที่พบ DNA ที่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นของบุคคลใด ระบุได้เพียงเป็นญาติทางฝั่งแม่ ก็ยิ่งทำให้มั่นใจในความบริสุทธิ์ของตัวเอง

ทีมข่าวสอบถาม นางสมพร หลาบโพธิ์ ป้าของชมพู่ เปิดเผยว่า ตนฟังแล้วตำรวจยืนยันว่าลุงพล และคนอื่น ๆ ที่ถูกพูดถึงในคดีไม่ใช่ผู้ต้องสงสัย ตนก็สบายใจขึ้น แต่การกระทำของทีมตำรวจที่ทำงานในพื้นที่ ตนขอให้ทำงานอย่างเป็นกลาง เนื่องจากบ้านตนถูกค้น รถตนถูกค้น อีกอย่าง ผบ.ตร.ระบุว่าการค้นนั้นจะค้นจากละแวกใกล้ ๆ บ้านน้องชมพู่ก่อน แต่ความจริงแล้วบ้านตนอยู่ไกลกลับถูกค้นก่อน ซึ่งจนถึงวันนี้บ้านใกล้ ๆ ถูกค้นละเอียดหรือยัง เท่าที่ตนรู้ไม่มีการค้นเหมือนกับบ้านตน ทั้งนี้ตนคิดมาก่อนแล้วว่า อาจจะไม่ได้มีสิทธิ์ถามคำถาม ส่วนตอนที่แถลงจบแล้ว Backdrop คล้ายจะล้ม ตนก็คิดว่าอาจจะมีอะไรขลัง ๆ ตนคิดว่าทำดีย่อมได้ดี ตนคิดถึงน้องชมพู่ตลอดเวลา ตนขึ้นเครื่องมาก็คิดถึงตลอดว่า ตนจะมาเจออะไรบ้าง

ส่วนเรื่องเส้นผม ตนยืนยันในตัวเองได้ แต่น้อง ๆ ตน และคนในครอบครัวที่เป็นผู้หญิง ต้องมีการเคลียร์ตัวเองว่าเกี่ยวข้องอย่างไร เพราะตนไม่ได้ขึ้นภูเหล็กไฟเลย ช่วงที่มีการค้นหา ทุกคนย่อมรู้แก่ใจว่าเกี่ยวหรือไม่

ทีมข่าวได้สอบถามหลังการแถลง หมอปลา ระบุว่า การฟังแถลงข่าวรู้สึกไม่มีอะไรเพิ่มเติม ตนรู้สึกดีใจที่ตำรวจไม่พักคดี แต่รายละเอียดคดีค่อนข้างไม่มีอะไรใหม่ เป็นสิ่งที่เคยเห็นตามสื่อที่ดูอยู่ทุกวัน ทั้งนี้ตนรู้สึกผิดหวังที่วันนี้ไม่ได้ถาม เพราะบางคำถามที่เตรียมมา อย่างคำถามเกี่ยวกับคลิปเสียง เพื่อเป็นแนวทางในการสืบสวน แต่ก็ไม่ได้รับการตอบรับ ตนไม่มีความกังวลอะไรกับลุงพล ตนเชื่อว่าลุงพลคือผู้บริสุทธิ์ เพราะหากลุงพลก่อเหตุ เป็นไปไม่ได้ที่จะก่อเหตุคนเดียวโดยไม่ทิ้งพยานหลักฐานใด ๆ อีกอย่างมันเป็นไปไม่ได้ที่จะเอาศพไปช่วงกลางวัน หากคนร้ายจะเอาไปต้องเอาศพไปกลางคืน

นอกจากนี้ตนไม่ได้นึกว่า ผบ.ตร.พูดถึงลุงพลหรือไม่ในการเป็นคนต้องสงสัย ตนคิดว่าท่านก็จะเป็นกลาง ตนเพียงเสียดายที่มาเจอ ผบ.ตร.แล้วแต่ไม่ได้ถาม ตนตั้งใจมาที่จะมาถาม ผบ.ตร. และคิดว่าอาจจะไม่ได้ถาม ซึ่งก็เป็นอย่างที่ทุกคนเห็นไป ตนยังคิดว่าคำตอบของ ผบ.ตร.บางประเด็นยังไม่เคลียร์ เช่น การที่ ผบ.ตร. บอกว่าไม่ได้ตั้งใจ หรือแจ้งใครเป็นผู้ต้องหา แต่ด้วยคำพูดกับการกระทำของเจ้าหน้าที่ อย่างการไปค้นบ้านลุงพล แบบนี้ตำรวจจะตอบสังคมอย่างไร แม้แต่คลิปเสียงก็ยังไม่มีการพูดถึง ตนคิดว่าการแถลงข่าวครั้งเราแทบไม่ได้อะไร

You might also like