ไชย์พล เคลียร์ใจ หมอปลา

91

เมื่อวันที่ 20 ม.ค.64 นายไชย์พล วิภา หรือ ลุงพล ลุงเขยของน้องชมพู่ กล่าวให้สัมภาษณ์ ผ่านรายการทุบโต๊ะข่าว ทางอมรินทร์ทีวี เอชดี ช่อง 34 ว่า วันนี้อารมณ์ของตนก็ดีขึ้นแล้ว ซึ่งเหตุการณ์ที่ตนไปดึงหน้ากากอนามัยของนักข่าวนั้น ปกติแล้วถ้าไม่มีเรื่อง CV19 เข้ามา ตนก็จะเห็นหน้ากันอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นก็ยอมรับว่าโมโหและอารมณ์ขึ้นด้วย เพราะน้องฟ้า นักข่าวอมรินทร์ ทีวี ไม่ให้ถือไมค์เสียที นอกจากนี้ยังรู้สึกน้อยใจที่คุณพุทธเปลี่ยนไป กลายเป็นความรู้สึกน้อยใจว่าทำไมข่าวออกมาแบบนั้น แต่ตนก็ยังยืนยันคำเดิมว่า ผมก็ยังเป็นลุงพลเหมือนเดิม

กรณีการแบ่งรายได้กับยูทูเบอร์นั้น ตนยืนยันได้ว่า ไม่มีการขอรับเงินอะไรทั้งสิ้น ยูทูเบอร์บางคนมาแค่ตัวเปล่า หรือบางคนไม่มีอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทำช่องก็มี ส่วนประเด็นของพ่อแบม มันมีอยู่ครั้งหนึ่งที่ตนไปถามว่า พ่อแบมจำเวลาผิดไหม มันน่าจะเป็นช่วงเวลา 7 โมงกว่าที่เจอกัน เพราะตอนนั้นหัวหน้าโทรศัพท์มาให้ไปดูเครื่องสีข้าว แต่ถ้าเวลา 09.20 น. ตนอยู่ที่สวนยาง จับจีพีเอส และกลับออกมาจากสวนยาง 09.22 น. ทั้งนี้ ตนรู้จักกับพระอาจารย์พลจริง

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

เพราะท่านเป็นพระนักปฏิบัติ มีลูกศิษย์ลูกหาทั้งประเทศ แต่ตนยืนยันได้ตนไม่เคยมีเหล็กไหลจริง ๆ และตนก็ไม่ได้ถูกผีเข้าสิง ไม่มีอะไรเข้าสิงทั้งนั้น วันที่ไปแย่งไมค์น้องฟ้าจึงเป็นแค่อารมณ์เท่านั้น นอกจากนี้ตนเคยพูดแล้วว่า การอาบน้ำมนต์เป็นประเพณีของคนโบราณทางอีสาน ไม่เกี่ยวกับการทำของใส่ตน หรือเกี่ยวข้องกับหมอปลา เช่นเดียวกับเรื่องพญาครุฑ ที่หมอปลามอบให้ตน แล้วตนยกให้คนอื่นไปแล้วนั้น เพราะตนมีเครื่องรางของขลังที่พกติดตัวจำนวนมาก

และความจริงแล้วตนก็ยังคล้องเบี้ยแก้และยันต์โสฬส ที่หมอปลามอบให้ตั้งแต่ที่รู้จักกันวันแรก ไว้ที่คอของตนตลอด แม้กระทั่งเวลาอาบน้ำตนก็ยังไม่เคยถอดออกเลย ตนจึงกล้าพูดว่าตนไม่ได้สร้างภาพ แรงมาแรงไป นิสัยตนเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการประชุมอะไรก็ตาม ตนก็จะเป็นคนพูดเสียงดัง ตนยังเป็นลุงพลคนเดิม อยู่กับหมอปลาแบบไหน ก็อยู่กับพี่น้ำฟ้า ภรรยาหลอปลาแบบนั้น แต่ระยะหลัง ๆ ที่มีสื่อมาถามถึงหมอปลา พี่น้ำฟ้า ทนายโนบิ คุณอัจฉริยะ ตนก็บอกว่า ผมไม่ขอตอบได้ไหม ไม่อยากพูดถึง ไม่อยากพาดพิงถึงใคร

อย่างไรก็ตาม ถ้าหมายมาออกที่ตน ก็คงจะใช้สิทธิ์ต่อสู้ตามขั้นตอนและกระบวนการยุติธรรม เช่น การประกันตัวออกมาสู้คดี ทั้งนี้ตนยังได้ติดต่อไปที่ ทนายตั้ม หรือ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด เพราะเชื่อว่าทนายตั้ม มีความสามารถ และคงจะเข้ามาดูแลคดีน้องชมพู่ เพราะเป็นคดีใหญ่

แต่ถ้าเป็นคดีเล็กๆ เช่น กรณีหมอปลาไปแจ้งความหมิ่นประมาทตน ทนายตั้มแจ้งว่าจะไม่ขอข้องเกี่ยว ส่วนคุณอัจฉริยะกับทนายตั้มจะมีปัญหากันหรือไม่ ตนทราบว่า เมื่อก่อนทั้งคู่เคยรู้จักเป็นพี่น้องกันมาก่อน แต่จู่ ๆ ตนก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น มารู้ข่าวอีกทีก็ทราบว่าทั้งคู่ไม่ถูกกันแล้ว แต่ตนก็ยังมั่นใจว่า ความรู้ ความสามารถของทนายตั้ม จะมาสามารถช่วยเหลือตนได้ ส่วนหมอปลาตนก็ขอให้กลับมาเป็นคนเดิม ที่จะช่วยตนเหมือนครั้งก่อนได้เเล้ว

ภาพจาก ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

นอกจากนี้ ลุงพล ยังกล่าวถึงประเด็นการสร้างศาลาสำนักสงฆ์ภูหลวงว่า ขณะนั้นหมอปลาแนะนำตนว่าไม่อยากให้เปิดบัญชีรับบริจาคส่วนตัว ตนก็ได้ทำตาม และขอให้ตนปิดบัญชีบริจาค แต่บังเอิญว่าช่วงนั้นเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ ธนาคารปิด ทำให้ปิดบัญชีล่าช้าไป 3 วัน แต่เมื่อถึงวันทำการวันจันทร์ ตนก็รีบอายัดบัญชีทันที แต่ก็พบว่ามีเงินเข้ามาในบัญชีจำนวน 886,914.82 บาทแล้ว ส่วนเรื่องความโปร่งใส ตนยืนยันได้ว่าโปร่งใส 100% แต่เรื่องการนำรูปคนอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตมาตัดต่อชักชวนให้เปิดบัญชีนั้น ตนขอให้พี่น้ำฟ้าช่วยสืบให้ตนได้หรือไม่ เพราะตนไม่ทราบและไม่มีความรู้เรื่องไอที แต่ตนก็มั่นใจว่า พี่น้ำฟ้ามีความรู้เรื่องไอที สามารถหาต้นตอของภาพตัดต่อได้อย่างแน่นอน

อ่านเพิ่มเติม

และหลังจากเรื่องราวดังกล่าวเผยแพร่ออกไป พบว่ามีแหล่งข่าวได้โพสต์ข้อความระบุว่า

โพสต์ดังกล่าว

เรียกได้ว่าฝั่งFCหมอปลาเกิดความไม่พอใจเป็นอย่างมากและทั้งยังกลัวว่าหมอปลาจะใจอ่อนกับคนอย่างนายไชย์พลอีก

ความคิดเห็นชาวโซเชียล

อย่างไรก็ตามเป็นกำลังใจให้ทุกๆฝ่ายครับ

ขอบคุณ ทุบโต๊ะข่าวอัมรินทร์ทีวี

You might also like