นักลงทุนเช็กด่วน ทองคำ มีโอกาสสูงสุดขึ้นถึง 30,900

2,227

เดือนมิถุนายน 2564 ที่ผ่านมามาด้วยความร้อนแรงของการปรับขึ้นดัชนีหุ้นไทย ที่ดีดตัวผ่านระดับ 1,600 จุดได้อย่างสวยงาม ซึ่งถือเป็นระดับจิตวิทยาที่ส่งผลต่อทิศทางดัชนี เนื่องจากที่ผ่านมาดัชนีเคยพยายามปรับขึ้นไปทดสอบระดับดังกล่าวแล้ว แต่ไม่สามารถผ่านไปได้ จึงเห็นการย่อตัวลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 1,550 จุด ก่อนจะทยอยปรับขึ้น

~

ภาพดังกล่าวสวนทางกับตลาดทองคำ เนื่องจากเปิดเดือนใหม่มาด้วยการปรับราคาลง หลังจากเห็นราคาปรับขึ้นแตะ 28,200 บาทต่อบาททองคำ แต่ล่าสุดราคาหลุดบริเวณ 28,000 บาทต่อบาททองคำลงมาแล้ว จึงต้องลุ้นใหม่ว่า ทิศทางราคาทองคำจะเป็นอย่างไรต่อไป

~

โดยในเดือนเมษายน ที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับขึ้นแล้ว 1,100 บาท ส่วนเดือนพฤษภาคม ราคาทองคำขึ้นแล้วกว่า 2,050 บาทต่อบาท โดย ณ วันที่ 20 พฤษภาคม 2564 ราคาทองแท่งขายออก อยู่ที่บาท (บาททองคำ) ละ 27,750 บาท รับซื้อ 27,650 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ขายออก 28,250 บาท รับซื้อ 27,151.56 บาท ส่วนทองสปอตอยู่ที่ 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ อัตราแลกเปลี่ยน 31.38 บาทต่อเหรียญสหรัฐ

~

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดทองคำ ยังมีทิศทางเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ขณะนี้เริ่มเห็นแรงเทขายทำกำไรกดดันให้ราคาปรับลดลงได้บ้าง แต่คาดว่าเป็นช่วงระยะสั้นๆ เท่านั้น โดยหากราคาทองคำสปอตพยายามยืนเหนือแนวรับโซน 1,886 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้อย่างมั่นคง เชื่อว่าจะเกิดแรงซื้อเข้ามาดันให้ราคาปรับตัวขึ้นอีกคร้ัง

~

หลังจากช่วงเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมา ราคาทองคำไทยปรับขึ้นไปทำราคาสูงที่สุดในปีนี้ แบ่งเป็นราคาทองแท่งขายออก อยู่ที่บาท (บาททองคำ) ละ 27,750 บาท รับซื้อ 27,650 บาท ส่วนทองรูปพรรณ ขายออก 28,250 บาท รับซื้อ 27,151.56 บาท ส่วนทองสปอตอยู่ที่ 1,869 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แม้จะเห็นราคาเคลื่อนไหวย่อตัวลง แต่ราคาทองคำโลกยังไม่ได้ปรับขึ้นสูงสุด จึงยังมีโอกาสเห็นราคาทองคำไทยปรับขึ้นได้อีก ตามทิศทางราคาทองคำในตลาดโลก

~

โดยให้เป้าหมายราคาทองคำไทยทำจุดสูงสุดในปี 2564 ระดับแรกอยู่ที่ 29,000 บาทต่อบาททองคำ และระดับ 2 อยู่ที่ 30,900 บาทต่อบาททองคำ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ราคาทองคำเคยไปถึงในปี 2563 ส่วนราคาทองคำโลกระดับแรกอยู่ที่ 1,920 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และระดับ 2 อยู่ที่ 2,075 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

~

ปัจจัยเสี่ยงที่จะกดดันให้ราคาทองคำปรับลดลง คือการกระจายฉีดวัคซีนได้มากขึ้น แต่มองว่าเป็นปัจจัยที่กดดันราคาในระยะสั้นเท่านั้น เพราะแม้วัคซีนจะเข้ามาแล้ว แต่ความกังวลในผลกระทบทางเศรษฐกิจในภาพรวมยังอยู่ จึงมองว่าปีนี้ทองคำไม่มีปัจจัยเสี่ยงหนักๆ ที่จะสามารถกระแทกให้ราคาปรับลดลงแรงๆ ได้ จึงแนะนำให้ลงทุนในพอร์ต 10% และรอจังหวะราคาย่อตัวลง ทยอยซื้อสะสม

~

โดยให้แนวรับที่ระดับ 22,700 บาทต่อบาททองคำ ส่วนราคาทองคำโลกให้แนวรับที่ 1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,800 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์” นางสาวฐิภา กล่าว

นางสาวฐิภา กล่าวว่า ปัจจัยสนับสนุนราคาทองคำหลักๆ คือ ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ราคาทองคำต่างประเทศปรับตัวขึ้นแตะระดับ 1,890 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เนื่องจากดัชนีหุ้น และสินทรัพย์ดิจิทัล อย่างบิทคอยน์ มีการปรับราคาลดลงรุนแรง ทำให้นักลงทุนโยกย้ายเม็ดเงินจากสินทรัพย์เสี่ยง เข้าลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ประกอบกับพบตัวเลขผู้ ติ ด เ ชื้ อ โ ค วิ ด -1 9 รายใหม่ในระดับสูงต่อเนื่อง นอกจากนี้

~

ยังเห็นสหรัฐดำเนินอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มไม่ลดการอัดฉีดเงินเข้าระบบผ่านมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน (คิวอี) ทำให้นักลงทุนกังวลภาวะเงินเฟ้อ และเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในขาขึ้นต่อไป สำรวจความต้องการ (ดีมานด์)

~

ในการซื้อทองคำของต่างประเทศ พบว่ามีมากขึ้นด้วย โดยเฉพาะประเทศจีน และอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งในปี 2563 แรงซื้อทองคำของจีน ถูกกดดันจากการ ร ะ บ า ด โ ค วิ ด – 1 9 ทำให้ความต้องการหดตัว แต่ขณะนี้จีนสามารถควบคุม ก า ร ร ะ บ า ดได้แล้ว แรงซื้อจึงกลับมาเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 1/2564 จีน มีแรงซื้อทองคำในรูปแบบเครื่องประดับ เพิ่มขึ้น 191.1 ตัน บวก 212% ทองคำแท่งอยู่ที่ 86.42 ตัน บวก 133% เทียบกับช่วงไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า

ซึ่งคาดการณ์ว่าแรงซื้อจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 277.53 ตัน บวก 182% ส่วนอินเดีย มีแรงซื้อทองคำในรูปแบบเครื่องประดับ เพิ่มขึ้น 102.5 ตัน บวก 38.8% ทองคำแท่งอยู่ที่ 37.53 ตัน บวก 90% คาดการณ์ว่าแรงซื้อจะเพิ่มขึ้นอีกกว่า 140 ตัน บวก 37.41% ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดต่างประเทศ จึงเชื่อว่าราคาทองคำในปีนี้จะไม่ปรับลดลงรุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมาแน่นอน

~

You might also like