พบกลุ่มคนซ่อนตัวอยู่ในป่า ท่ามกลางความมืด

123

เมื่อวันที่ 2 มี.ค.64 จากนโยบายของนายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พล.ต.บรรยง ทองน่วม ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ค่ายสุรสีห์ พล.ต.ต.วรณัน สุขเจริญ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรี พ.อ.สิทธิพร จุลปานะ ผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า (ผบ.ฉก.ลาดหญ้า) กกล.สุรสีห์ สั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำจุดตรวจที่อยู่เส้นทางตามแนวชายแดน ไทย-เมียนมา ให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มข้นเพื่อเฝ้าระวังป้องกัน การลักลอบหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทย ของแรงงานชาวเมียนมาโดยผิดกฎหมาย ในช่วงสถานการณ์ CV 2019

โดยเฉพาะเส้นทางถนนสาย 323 ด่านเจดีย์สามองค์-สังขละบุรี-ทองผาภูมิ-ไทรโยค-กาญจนบุรี และเส้นทางด่านถาวรบ้านพุน้ำร้อน ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี รวมทั้งช่องทางธรรมชาติตลอดแนวชายแดนไทย-เมียนมา ในระยะทาง 371 กิโลเมตร

ล่าสุด 02.30 น. พ.อ.เฉลิมพล สังข์ต้อง รอง ผบ.ฉก.ลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ ได้รับจากทหารชุดลาดตระเวนหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ว่า พบกลุ่มคนเป็นจำนวนมาก หลบซ่อนตัวอยู่ภายในชายป่าด้านหลังศูนย์เกษตรที่สูง หมู่ 8 ต.หนองลู อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี หลังรับแจ้งจึงนำกำลังเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.สังขละบุรี และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอสังขละบุรี

เมื่อไปถึงพบกลุ่มคนตามที่สายข่าวแจ้งมา หลบซ่อนตัวอยู่ภายในป่าท่ามกลางความมืด รวม 2 จุด เจ้าหน้าที่จึงปิดล้อมพร้อมแสดงตัวเข้าจับกุม จุดแรกจับกุมแรงงานชาวเมียนมาได้ จำนวน 21 ราย จุดที่ 2 จำนวน 9 ราย รวม 30 ราย เป็นชาย 18 ราย หญิง 12 ราย ทั้ง 30 ราย มาจากหลายจังหวัดของประเทศเมียนมา เจ้าหน้าที่จึงนำตัวแรงงานชาวเมียนมาทั้งหมดออกจากป่า เพื่อมาสอบสวนปากคำที่ จุดตรวจร่วมน้ำเกริ๊ก

จากการสอบถามผู้ต้องหาที่สามารถพูดภาษาไทยได้ โดยให้การในเบื้องต้นว่า ตนและพวกได้ติดต่อกับนายหน้าที่อยู่ฝั่งประเทศเมียนมา ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ จากนั้นนายหน้าได้มีการนัดรวมตัวกันในพื้นที่กิ่งอำเภอพญาตองซู โดยมารวมตัวกันเมื่อ 2 วันที่แล้ว ต่อมามีผู้นำพาเป็นชาวเมียนมา สัญชาติมอญ ไม่ทราบชื่อ จำนวน 3 คน นำเดินเท้าเข้ามายังฝั่งไทย โดยใช้ช่องทางธรรมชาติ เส้นทางรถไฟเก่าที่อยู่ข้างวัดพิมละม่อม จากนั้นไปหลบซ่อนตัวอยู่ในโพรงป่าที่บริเวณหลังศูนย์เกษตรที่สูง

เมื่อได้ที่หลบซ่อนตัว ผู้นำพาจึงเดินทางกลับพร้อมกับแจ้งว่าจะกลับมาใหม่ และจะมีรถยนต์มารับให้ทุกคนหลบอยู่ภายในป่ามาเป็นเวลา 1 วันแล้ว แต่ก็ไม่มีใครนำรถยนต์มารับ จนกระทั่งถูกเจ้าหน้าที่จั บกุ มตัว โดยปลายทางของแรงงานชาวเมียนมาทั้ง 30 คน จะไปทำงานในหลายพื้นที่ ประกอบด้วย จ.นนทบุรี ชลบุรี ระยอง ปทุมธานี นครปฐม สมุทรสาคร และ กทม. และแต่ละคนไม่ทราบว่าตนจะไปทำงานอะไร และใครเป็นนายจ้าง เพราะนายหน้าที่อยู่ฝั่งประเทศเมียนมาแจ้งให้ทราบเพียงชื่อจังหวัดปลายทางที่จะไปทำงานเท่านั้น และเมื่อไปถึงปลายทางแต่ละจังหวัดจะต้องเสียค่าจ้างในการนำพา คนละ 14,000-16,000 บาท โดยคิดค่าหัวตามระยะทางใกล้-ไกล ของแต่ละจังหวัด

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตรวจวัดอาการไข้เพื่อป้องกัน CV19 ผลปรากฎทุกคนมีอุณหภูมิไม่เกิน 37.5 องศาเซลเซียส แต่เพื่อความไม่ประมาทเจ้าหน้าที่นำตัวไปตรวจอาการไข้ให้แน่ชัดอีกครั้งหนึ่งที่ รพ.สังขละบุรี ก่อนที่จะนำตัวส่ง พนักงานสอบสวน สภ.สังขละบุรี เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป อีก 1 คดี ช่วงเวลาประมาณ 21.00 น.ของวันที่ 1 มี.ค.64 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจลาดหญ้า กกล.สุรสีห์ พร้อมเจ้าหน้าที่ ตร.สภ.เมืองกาญจนบุรี

และเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองกาญจนบุรี ประจำจุดตรวจร่วมช่องเขาหนีบ หมู่ 14 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี สนธิกำลังดักซุ่มโป่งจั บกุมแรงงานชาวเมียนมาเป็นชาย อายุ 23 ปี 33 ปี และ 6 ขวบ รวม 3 ราย พร้อมผู้นำพาชาวไทย จำนวน 1 ราย คือนายอนุชิต หรืออ้วน ทองเถาว์ อายุ 43 ปี อยู่บ้านเลขที่ 154/4 หมู่ 2 ต.บ้านเก่า อ.เมือง จ.กาญจนบุรี ทั้งหมดถูกจับกุมตัวได้ที่บริเวณชายป่าหุบเขาตาบุญ บ้านประตูด่าน หมู่ 14 ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี

โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ได้ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคน เบื้องต้นไม่พบสูงเกิน 37.5 องศาเซลเซียส จึงนำตัวผู้ต้อ งหา ส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป จากการสอบถามนายอนุชิต หรืออ้วน ทองเถาว์ ผู้นำพาชาวไทย ให้การยอมรับสารภาพรับว่า

ตนเป็นผู้นำพาแรงงานชาวเมียนมาลักลอบเข้ามาในประเทศไทยจริง และแรงงานชาวเมียนมา จำนวน 17 ราย ที่ถูกเจ้าหน้าที่จั บกุมตัวได้เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ตนเป็นผู้นำพาลักลอบเดินเท้าข้ามชายแดนมาฝั่งไทยด้วยตนเองตั้งแต่วันที่ 27 ก.พ.ด้วยการเดินลัดเลาะชายเขาเข้ามาตามช่องทางธรรมชาติในพื้นที่หมู่ 12 ต.บ้านเก่า อ.เมืองกาญจนบุรี

จากนั้นให้ทุกคนมาพักรอที่บริเวณหุบตาบุญ แล้วจะมีนายหน้าที่เป็นคนไทยขับรถมารับไปทำงานในพื้นที่จังหวัดชั้นในอีกทอดหนึ่ง โดยตนจะได้ค่าจ้างจากนายหน้าที่อยู่ฝั่งประเทศเมียนมา ชื่อนายฮา วิน ในราคาหัวละ 3,000 บาท โดยจะได้ค่าจ้างก็ต่อเมื่อส่งแรงงานให้กับนายหน้าฝั่งประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็มาถูกจับกุมตัวได้เสียก่อน

You might also like